มนุษย์ทั่วโลกยกให้ความสามารถในการคิดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในชีวิตแต่ละวันของเรา หากคุณสังเกตจะเห็นว่า ชาวฮินดูโบราณ ชาวอียิปต์ และชาวกรีก จัดให้การขบคิดมีบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต แม้ชาวพุทธเองก็ให้ความสำคัญแก่มัน ในทุกมหาวิทยาลัย วิทยาลัยและโรงเรียนทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตย ความสามารถในการคิดของสมอง มีบทบาทล้ำหน้า ความสามารถในการคิดนั้น เราหมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจ ที่จะมองเห็น ที่จะเลือก หรือชั่งวัด ความสามารถในทาง เทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ความสามารถของสมอง แท้จริงแล้วคือกระบวนการทั้งหมดของความคิด ความคิดบงการอยู่เหนือโลก ทั้งชีวิตด้านนอกและด้านในของเรา ความคิดสร้างพระเจ้าของโลก สร้างพิธีกรรม ลัทธิฝังหัว และความเชื่อต่าง ๆ ความคิดสร้างโบสถ์วิหาร วัดวาอาราม มัสยิด และสถานที่สักการะบูชาทั้งหลายด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม ความคิดทำให้เกิดการขยายตัว ทางเทคโนโลยี การสงครามและยุทธปัจจัยทั้งหลาย ความคิดแบ่งแยกผู้คนออกเป็นประเทศชาติ เป็นชนชั้นและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ความคิดเคย เป็นและอาจจะยังคงเป็นแรงกระตุ้นของการกระทำทารุณกรรมในนามของพระเจ้า ในนามของสันติภาพและของความเป็นระเบียบ แบบแผน ความคิดยังเป็นตัวการทำให้เกิดการปฏิวัติ การก่อการร้าย หลักการที่ยิ่งใหญ่และหลักอุดมคติ เพื่อเป็นแบบแผน แนวปฏิบัติ เราอยู่ด้วยความคิด การกระทำของเรานั้นมาจากความคิด สัมพันธภาพของเรามีรากฐานมาจากความคิด ดังนั้น ความสามารถในการคิดได้รับการบูชามาตลอดหลายยุคสมัย
แต่ความคิดไม่ได้สร้างธรรมชาติ มิได้สร้างสรวงสวรรค์พร้อมทั้งหมู่ดาราดารดาษ ไม่ได้สร้างพื้นพิภพ อีกทั้งความงามทั้งปวงของมัน ทั้งห้วงสมุทรและผืนดินเขียวขจีอันไพศาล ความคิดไม่ได้เป็นผู้สร้างต้นไม้ แต่ความคิดใช้ประโยชน์จากต้นไม้ เพื่อสร้างบ้านเรือน ทำเก้าอี้ ความคิดใช้ประโยชน์และทำลายล้าง
ความคิดไม่สามารถสร้างความรัก ความเอื้ออาทรและคุณภาวะแห่งความงามขึ้นมาได้ ความคิดได้ร้อยสานมายาคติและความจริงแท้ไว้ในขอบข่ายเดียวกัน เมื่อเราอยู่ด้วยความคิดเพียงอย่างเดียว รวมทั้งความสลับซับซ้อน ความแยบยลของมัน อีกทั้งเป้าหมายและทิศทางของมันแล้ว เราก็จะสูญเสียความลุ่มลึกของชีวิต เพราะความคิดมีสภาพตื้นเขิน แม้มันเสแสร้งว่าสามารถดิ่งลงไปลึก แต่มันเป็นเครื่องมือ ที่ไร้ประสิทธิภาพที่จะเจาะผ่านความคับแคบทั้งหลายของมันเอง มันสามารถคาดคิดถึงอนาคต แต่อนาคตเกิดมาจากอดีต สรรพสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้นนั้นปรากฎอยู่จริง มีอยู่จริง อาทิ โต๊ะหรือรูปสักการบูชา แต่รูปปั้นและสัญลักษณ์ที่คุณสักการบูชานั้น กอปรขึ้นจากความคิด รวมทั้งมายาคติมากมาย เช่น การเป็นผู้เพ้อฝัน การเป็นนักอุดมคติ นักมนุษยนิยม มวลมนุษย์ยอมรับและอยู่กับสรรพสิ่งที่มาจากความคิด อยู่กับเงินตรา ตำแหน่ง สถานภาพและความฟุ้งเฟ้อของอิสรภาพที่เกิดจากอำนาจเงิน นี่คือกระแสของความคิด และความสามารถของสมอง เรามองออกไปยังโลกโดยผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ นี้ของชีวิต
มีกระแสอื่นซึ่งไม่ใช่เป็นพลังคิดของสมอง และไม่ใช่ความคิดอยู่บ้างไหม ศาสนาหลายศาสนา ปรัชญาและวิทยาศาสตร์พยายามบากบั่นเพื่อค้นหากระแสนี้ เมื่อเราใช้คำว่าศาสนา เราไม่ได้หมายถึงความเชื่อ พิธีกรรม ลัทธิฝังหัวและโครงสร้างตามลำดับชั้นที่เหลวไหล แต่เราหมายถึงชายหญิงที่มีจิตแห่งศาสนา ผู้ปลดปล่อยตนเป็นอิสระจากการโฆษณาชวนเชื่อที่มีมานานหลายศตวรรษ เป็นอิสระจากแรงถ่วงหนักอันตายซากของจารีต ทั้งที่โบราณและสมัยใหม่ นักปรัชญาผู้หลงไหลในทฤษฎี ในทัศนคติสารพัดชนิด ผู้ฝันใฝ่ในสิ่งที่แนวความคิดสร้างขึ้นจากทัศนคติ ไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะไปพ้นจากหน้าต่างอันคับแคบของความคิด กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความสามารถอันพิเศษยิ่ง และบางทีมีความคิดริเริ่ม แต่ความรู้อันมหาศาลของเขาก็มิอาจค้นพบกระแสนี้ได้ ความรู้เป็นคลังของความจำ และจะต้องมีอิสรภาพจากสิ่งที่รู้แล้วเพื่อสืบค้นสิ่งซึ่งเหนือพ้นจากความรู้ จำต้องมีอิสรภาพที่จะสอบสวนโดยปราศจากพันธนาการ ไร้การยึดติดในประสบการณ์ ข้อสรุปต่าง ๆ ของตน และเป็นอิสระจากสรรพสิ่งที่มนุษย์ยัดเยียดให้แก่ตน ความคิดต้องหยุดนิ่งเงียบลงอย่างบริบูรณ์ ไร้การไหวตัวของความคิด
การศึกษาของเราในปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการทางการขบคิด ให้ช่างคิดและให้มีความรู้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกระทำในชีวิตแต่ละวันของเรา แต่ความคิดไม่มีความสำคัญในความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจของเรา เพราะโดยวิสัยธรรมชาติของความคิดนั้น แบ่งแยกและทำลายล้าง เมื่อความคิดบงการอยู่เหนือทุก ๆ การกระทำและความสัมพันธ์ของเรา มันจะก่อให้เกิดโลกที่รุนแรง น่าหวาดกลัว ขัดแย้ง และเป็นทุกข์ นี่เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องสนใจ ทั้งผู้เยาว์และผู้ใหญ่ด้วย
จาก Why knowledge does not free โดย Krishnamurti วันที่ 15 ธันวาคม 1979