2007/Oct/16

มนุษย์ทั่วโลกยกให้ความสามารถในการคิดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในชีวิตแต่ละวันของเรา หากคุณสังเกตจะเห็นว่า ชาวฮินดูโบราณ ชาวอียิปต์ และชาวกรีก จัดให้การขบคิดมีบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต แม้ชาวพุทธเองก็ให้ความสำคัญแก่มัน ในทุกมหาวิทยาลัย วิทยาลัยและโรงเรียนทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตย ความสามารถในการคิดของสมอง มีบทบาทล้ำหน้า ความสามารถในการคิดนั้น เราหมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจ ที่จะมองเห็น ที่จะเลือก หรือชั่งวัด ความสามารถในทาง เทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ความสามารถของสมอง แท้จริงแล้วคือกระบวนการทั้งหมดของความคิด ความคิดบงการอยู่เหนือโลก ทั้งชีวิตด้านนอกและด้านในของเรา ความคิดสร้างพระเจ้าของโลก สร้างพิธีกรรม ลัทธิฝังหัว และความเชื่อต่าง ๆ ความคิดสร้างโบสถ์วิหาร วัดวาอาราม มัสยิด และสถานที่สักการะบูชาทั้งหลายด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม ความคิดทำให้เกิดการขยายตัว ทางเทคโนโลยี การสงครามและยุทธปัจจัยทั้งหลาย ความคิดแบ่งแยกผู้คนออกเป็นประเทศชาติ เป็นชนชั้นและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ความคิดเคย เป็นและอาจจะยังคงเป็นแรงกระตุ้นของการกระทำทารุณกรรมในนามของพระเจ้า ในนามของสันติภาพและของความเป็นระเบียบ แบบแผน ความคิดยังเป็นตัวการทำให้เกิดการปฏิวัติ การก่อการร้าย หลักการที่ยิ่งใหญ่และหลักอุดมคติ เพื่อเป็นแบบแผน แนวปฏิบัติ เราอยู่ด้วยความคิด การกระทำของเรานั้นมาจากความคิด สัมพันธภาพของเรามีรากฐานมาจากความคิด ดังนั้น ความสามารถในการคิดได้รับการบูชามาตลอดหลายยุคสมัย

แต่ความคิดไม่ได้สร้างธรรมชาติ มิได้สร้างสรวงสวรรค์พร้อมทั้งหมู่ดาราดารดาษ ไม่ได้สร้างพื้นพิภพ อีกทั้งความงามทั้งปวงของมัน ทั้งห้วงสมุทรและผืนดินเขียวขจีอันไพศาล ความคิดไม่ได้เป็นผู้สร้างต้นไม้ แต่ความคิดใช้ประโยชน์จากต้นไม้ เพื่อสร้างบ้านเรือน ทำเก้าอี้ ความคิดใช้ประโยชน์และทำลายล้าง

ความคิดไม่สามารถสร้างความรัก ความเอื้ออาทรและคุณภาวะแห่งความงามขึ้นมาได้ ความคิดได้ร้อยสานมายาคติและความจริงแท้ไว้ในขอบข่ายเดียวกัน เมื่อเราอยู่ด้วยความคิดเพียงอย่างเดียว รวมทั้งความสลับซับซ้อน ความแยบยลของมัน อีกทั้งเป้าหมายและทิศทางของมันแล้ว เราก็จะสูญเสียความลุ่มลึกของชีวิต เพราะความคิดมีสภาพตื้นเขิน แม้มันเสแสร้งว่าสามารถดิ่งลงไปลึก แต่มันเป็นเครื่องมือ ที่ไร้ประสิทธิภาพที่จะเจาะผ่านความคับแคบทั้งหลายของมันเอง มันสามารถคาดคิดถึงอนาคต แต่อนาคตเกิดมาจากอดีต สรรพสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้นนั้นปรากฎอยู่จริง มีอยู่จริง อาทิ โต๊ะหรือรูปสักการบูชา แต่รูปปั้นและสัญลักษณ์ที่คุณสักการบูชานั้น กอปรขึ้นจากความคิด รวมทั้งมายาคติมากมาย เช่น การเป็นผู้เพ้อฝัน การเป็นนักอุดมคติ นักมนุษยนิยม มวลมนุษย์ยอมรับและอยู่กับสรรพสิ่งที่มาจากความคิด อยู่กับเงินตรา ตำแหน่ง สถานภาพและความฟุ้งเฟ้อของอิสรภาพที่เกิดจากอำนาจเงิน นี่คือกระแสของความคิด และความสามารถของสมอง เรามองออกไปยังโลกโดยผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ นี้ของชีวิต

มีกระแสอื่นซึ่งไม่ใช่เป็นพลังคิดของสมอง และไม่ใช่ความคิดอยู่บ้างไหม ศาสนาหลายศาสนา ปรัชญาและวิทยาศาสตร์พยายามบากบั่นเพื่อค้นหากระแสนี้ เมื่อเราใช้คำว่าศาสนา เราไม่ได้หมายถึงความเชื่อ พิธีกรรม ลัทธิฝังหัวและโครงสร้างตามลำดับชั้นที่เหลวไหล แต่เราหมายถึงชายหญิงที่มีจิตแห่งศาสนา ผู้ปลดปล่อยตนเป็นอิสระจากการโฆษณาชวนเชื่อที่มีมานานหลายศตวรรษ เป็นอิสระจากแรงถ่วงหนักอันตายซากของจารีต ทั้งที่โบราณและสมัยใหม่ นักปรัชญาผู้หลงไหลในทฤษฎี ในทัศนคติสารพัดชนิด ผู้ฝันใฝ่ในสิ่งที่แนวความคิดสร้างขึ้นจากทัศนคติ ไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะไปพ้นจากหน้าต่างอันคับแคบของความคิด กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความสามารถอันพิเศษยิ่ง และบางทีมีความคิดริเริ่ม แต่ความรู้อันมหาศาลของเขาก็มิอาจค้นพบกระแสนี้ได้ ความรู้เป็นคลังของความจำ และจะต้องมีอิสรภาพจากสิ่งที่รู้แล้วเพื่อสืบค้นสิ่งซึ่งเหนือพ้นจากความรู้ จำต้องมีอิสรภาพที่จะสอบสวนโดยปราศจากพันธนาการ ไร้การยึดติดในประสบการณ์ ข้อสรุปต่าง ๆ ของตน และเป็นอิสระจากสรรพสิ่งที่มนุษย์ยัดเยียดให้แก่ตน ความคิดต้องหยุดนิ่งเงียบลงอย่างบริบูรณ์ ไร้การไหวตัวของความคิด

การศึกษาของเราในปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการทางการขบคิด ให้ช่างคิดและให้มีความรู้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกระทำในชีวิตแต่ละวันของเรา แต่ความคิดไม่มีความสำคัญในความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจของเรา เพราะโดยวิสัยธรรมชาติของความคิดนั้น แบ่งแยกและทำลายล้าง เมื่อความคิดบงการอยู่เหนือทุก ๆ การกระทำและความสัมพันธ์ของเรา มันจะก่อให้เกิดโลกที่รุนแรง น่าหวาดกลัว ขัดแย้ง และเป็นทุกข์ นี่เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องสนใจ ทั้งผู้เยาว์และผู้ใหญ่ด้วย

จาก Why knowledge does not free โดย Krishnamurti วันที่ 15 ธันวาคม 1979

2007/Oct/16

เราจะคุยกันถึงเรื่องความเจริญงอกงามแห่งคุณความดีในความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา ทั้งที่สนิทชิดใกล้และที่ผิวเผิน หรือเรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันของเรา สัมพันธภาพต่อมนุษย์คนอื่น ๆ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดประการหนึ่งของชีวิต พวกเราส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้สึกจริงจังในความสัมพันธ์ของเรา เพราะเราพะวงถึงตัวเองก่อน แล้วคำนึงถึงผู้อื่นต่อเมื่อสะดวกสบาย เพื่อได้รับความพึงพอใจ หรือเพื่อสนองความใคร่ของเราที่เป็นอยู่ เราปฏิบัติต่อความสัมพันธ์อย่างห่างเหิน ไม่ใช่เป็นอะไรที่เราข้องเกี่ยวด้วยอย่างเต็มที่

เราไม่ค่อยแสดงตนต่อผู้อื่น เพราะว่าเราไม่รู้สึกตัวเต็มที่ สิ่งที่เรามักแสดงออกต่อผู้อื่นในสัมพันธภาพ คือการถือครองเป็นเจ้าของ การอยู่เหนือ หรือไม่่ก็อ่อนน้อมยอมจำนน มี "ผู้อื่น" และมี "ตัวฉัน" เป็นสองตัวตนที่แบ่งแยกกันยืนยาวจนกว่าความตายจะมาเยือน อีกฝ่ายก็พะวงถึงแต่ตนเอง ดังนั้นการแบ่งแยกจึงถูกเหนี่ยวรั้งไว้ให้คงอยู่ชั่วชีวิต แน่นอน เขาแสดงความสงสารเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจและสนับสนุน ให้กำลังใจทั่ว ๆ ไป แต่กระบวนการแบ่งแยกยังดำเนินอยู่ จากสภาพเช่นนี้เองความไม่ถูกต้องเหมาะสมจึงเกิดขึ้น เกิดการล่วงล้ำรุกรานของ อารมณ์และความอยาก ดังนั้น จึงทำให้เกิดความกลัวและการปลอบประโลมใจ เมื่อเกิดความรู้สึกทางกามารมณ์ ก็อาจจะหันเข้าหากันอีก แต่ความสัมพันธ์อันพิกลในแบบเดิม ๆ ระหว่าง "คุณ" และ "ฉัน" ก็ยังคงอยู่ได้ด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายกันให้เจ็บปวด ความอิจฉาริษยาและเรื่องวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง โดยทั่วไปแล้ว สิ่งทั้งหมดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ปกติ

คุณความดีจะเจริญงอกงามภายใต้สิ่งเหล่านี้ได้หรือ ความสัมพันธ์คือชีวิต หากไม่มีความสัมพันธ์บ้างแล้ว บุคคลก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ บรรดานักพรตหรือนักบวชทั้งหลายนั้น แม้ว่าเขาจะล่าถอยแยกตัวออกจากโลก แต่เขาก็ยังแบกโลกติดไปด้วย แม้เขาจะปฏิเสธโลก กดข่มมันไว้ หรืออาจจะทรมานตนเอง แต่เขาก็ยังคงความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับโลกอยู่ เพราะเขาคือดอกผลที่เกิดจากจารีต จากความงมงายที่มีมานานนับเป็นพัน ๆ ปีแล้ว รวมทั้งความรู้ซึ่งถูกเก็บสั่งสมไว้นานเนื่องเป็นพัน ๆ ปีด้วย ดังนั้น จึงไม่มีทางหนีพ้นไปจากทั้งหมดนี้ได้

ครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ครูยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกว่า ตนอยู่เหนือและยืนอยู่หน้าชั้นที่สูงกว่าเสมอ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ทำให้นักเรียนผู้ที่ตนต้องสอนรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่า หากเป็นเช่นนี้ก็หาได้มีความสัมพันธ์อยู่ในนั้นไม่ สภาพการณ์นี้ยังก่อให้เกิดความกลัวแก่นักเรียน ความรู้สึกถูกกดดัน บีบคั้นและเครียด ฉะนั้น นักเรียนจึงเรียนรู้แต่เยาว์วัยถึงลักษณะของการอยู่เหนือกว่า เขาถูกกระทำให้รู้สึกลีบเล็กต่ำต้อย ดังนั้นตลอดชีวิต เขาจะกลายเป็นคนอหังการ ก้าวร้าวคุกคาม หรือไม่ก็ยอมจำนนหรือโอนอ่อนตาม

โรงเรียนคือสถานที่ที่มีบรรยากาศปลอดโปล่งโล่งอิสระ เป็นที่ซึ่งทั้งผู้ให้การศึกษาและผู้รับการศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน นี่เป็นหลักการสำคัญอันเป็นหัวใจของโรงเรียน นั่นคือการเรียนรู้ ความปลอดโปร่งเป็นอิสระไม่ได้หมายถึงการใช้เวลาปลีกวิเวกอยู่คนเดียว แม้ว่านั่นจะจำเป็นด้วยก็ตาม มิได้หมายถึงการนั่งอ่านหนังสือตามลำพังใต้ร่มไม้ หรืออ่านหนังสือเล่นอยู่คนเดียวในห้อง ไม่ได้หมายถึงสภาพจิตที่ถูกปลอบประโลมให้เงียบ ทั้งมิได้หมายถึงการปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือการใช้เวลาฝันเฟื่องเรื่อยเปื่อย ความปลอดโปร่งหมายถึงจิตไม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งใด ปัญหาใด หรือกับความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินทางประสาทสัมผัส ทว่าความปลอดโปร่งหมายถึง จิตมีเวลาไม่จำกัดเพื่อเฝ้าสังเกต สังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตน เป็นอิสระที่จะฟังและดูอย่างกระจ่างชัด ความโปร่งโล่งหมายถึงอิสรภาพ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักแปลความว่า ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติกันอยู่แล้ว มีความประพฤติผิด ๆ อันเป็นที่มาของความทุกข์ระทมและความโกลาหลอันใหญ่หลวง ความปลอดโปร่งหมายถึงจิตที่เงียบ ไร้เจตจำนงและไร้ทิศทางที่มุ่งหมาย ในภาวะโปร่งโล่งอิสระเช่นนี้เท่านั้น ที่จิตสามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งไม่เพียงเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองด้วย บุคคลสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองได้ในสัมพันธภาพ

เรื่องเหล่านี้ สามารถนำมาสอนในโรงเรียนของเราได้ไหม หรือมันเป็นอะไรบางอย่างที่คุณอ่านแล้วจดจำไว้ หรือไม่ก็ลืมมันเสีย แต่เมื่อผู้สอนและผู้ถูกสอนรู้สึกห่วงใยจริง ๆ ที่จะเข้าใจถึงความสำคัญยิ่งแห่งสัมพันธภาพแล้ว เขาจะรังสรรค์สัมพันธภาพอันถูกต้องระหว่างกันขึ้นในโรงเรียน นี่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ยิ่งกว่าการสอนเพียงวิชาการสาขาต่าง ๆ เท่านั้น

สัมพันธภาพเรียกร้องสติปัญญาอันยิ่ง มันเป็นปัญญาที่มิอาจหาอ่านได้จากตำรับตำรา มิอาจสั่งสอนกันได้ มันไม่ใช่ผลจากการเก็บสั่งสมประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ความรู้ไม่ใช่ปัญญา ทว่าปัญญาสามารถใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ได้ ความรู้สามารถทำใหคนเจ้าเล่ห์ หัวใส และมุ่งเอาแต่ประโยชน์ตน แต่นั่นไม่ใช่ปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นง่าย ๆ ตามธรรมชาติ เมื่อหยั่งเห็นกระบวนการและธรรมชาติทั้งหมดของความสัมพันธ์ ด้วยเหตุนี้เองจึงสำคัญที่จะต้องมีภาวะเป็นอิสระ ดังนั้น มนุษย์ทั้งชายหญิง ผู้เป็นครูหรือนักเรียนสามารถพูดคุยกันถึงความสัมพันธ์ของเขาอย่างสงบเงียบและจริงจัง ซึ่งในบรรยากาศเยี่ยงนั้น จะทำให้มองเห็นปฏิกิริยาตอบสนอง เห็นความรู้สึกสะเทือนใจและอุปสรรคที่มีอยู่จริง ๆ ไม่ใช่จินตนาการขึ้น ไม่บิดเบือนเพื่อให้ถูกอกถูกใจกันและกัน หรือกดกลั้นไว้เพื่อให้ถูกใจผู้อื่น

แท้จริงแล้วนี่คือบทบาทของสถานศึกษา เพื่อช่วยให้นักเรียนปลุกสติปัญญาของตนเองให้ตื่นขึ้น และเพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญอันใหญ่หลวงของสัมพันธภาพที่ถูกต้อง

จาก The teacher's highest calling โดย Krishnamurti เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1978

2007/Sep/23

การเรียกร้องความมั่นคงปลอดภัยจากสัมพันธภาพ ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าและความกลัว
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสาะหาความมั่นคงเป็นการเชื้อเชิญภาวะซึ่งไร้ความมั่นคง

คุณเคยค้นพบความมั่นคงจากความสัมพันธ์ครั้งใดของคุณบ้างหรือไม่ เคยไหม
? พวกเรา
ส่วนมากต้องการความมั่นคงในการที่จะรักและถูกรัก แต่ความรักจะคงมีอยู่ล่ะหรือ ถ้าเรา

แต่ละคนดิ้นรนพยายามเสาะแสวงหาความมั่นคงให้ตนเอง

ความรักคืออะไร ? คำ ๆ นี้ถูกใช้ดาษดื่นและอย่างผิด ๆ จนผมไม่อยากใช้มัน ทุก ๆ คนพูดเกี่ยวกับความรัก นิตยสารหนังสือพิมพ์และมิชชันนารี ทุกแห่งหนพูดกันถึงแต่ความรักอย่างไม่สิ้นสุด ฉันรักประเทศของฉัน กษัตริย์ของฉัน ฉันรักภูเขาลูกนั้น ฉันรักหนังสือเล่มนั้น ฉันรักสามี รักภรรยาของฉัน ฉันรักพระเจ้า ความรักเป็นความคิดอย่างนั้นหรือ ? ถ้ารักเป็นความคิด มันก็ต้องสามารถที่จะดัดแปลง สร้างเสริมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในทางใดก็ได้ตามที่คุณชอบ เมื่อคุณพูดว่าคุณรักพระเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างไร มันหมายถึงว่า คุณรักภาพวาดจากจินตนาการของคุณเอง ซึ่งอยู่ในรูปแบบเฉพาะของความน่านับถือ ตามสิ่งที่คุณว่าสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นการพูดว่า ฉันรักพระเจ้า จึงเป็นสิ่งเหลวไหลโดยสิ้นเชิง เมื่อคุณบูชาพระเจ้า คุณกำลังบูชาตัวคุณเอง และนั่นไม่ใช่ความรัก

เนื่องจากเราไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เราเรียกว่า ความรัก เราจึงหันเข้าหานามธรรมต่าง ๆ
ความรักอาจเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับทุกคนในการขจัดแก้ปัญหาความยุ่งยากและความเจ็บปวด
ดังนั้น เราจะค้นพบว่า ความรักคืออะไรได้อย่างไรกันเล่า...โดยการให้คำจำกัดความมัน

เท่านั้นหรือ ศาสนาได้นิยามมันไว้แบบหนึ่ง สังคมก็นิยามมันอีกแบบหนึ่ง และมีการบิด

เบือนอีกหลายรูปแบบ การชื่นชมบูชาใครสักคน การหลับนอนกับใครสักคน การแลก
เปลี่ยน
ด้านอารมณ์ ความเป็นเพื่อน นั่นหรือคือความหมายของความรัก
? นั่นได้ถูกใช้เป็นเกณฑ์
ตัดสินเป็นรูปแบบเรื่อยมา และมันได้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องของอารมณ์
และความรู้สึก
และอยู่ในขอบเขตจำกัดอย่างมาก จนกระทั่งศาสนาต้องประกาศว่า
ความรักเป็นบางอย่าง
ที่ยิ่งไปกว่าสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่ศาสนาเรียกว่า
รักของปุถุชน นั้นก็คือความสุขเพลิดเพลิน
การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ความหึงหวง ความปรารถนาที่จะครอบครอง ยึดถือ ควบคุม และเข้า
ก้าวก่ายกับความคิดของอีกคนหนึ่ง เมื่อรู้ถึงความสับสนของสิ่ง
ทั้งหมดนี้ กลุ่มศาสนาจึงกล่าวว่า จะต้องมีความรักอีกชนิดหนึ่งที่สูงส่ง สวยงามเกินกว่า
การสัมผัสแตะต้องและไม่เสื่อมเสีย

ทั่วโลกนี้ ผู้ที่ถูกเรียกว่านักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ถือเคร่งครัดว่าการมองดูผู้หญิงเป็นสิ่งผิด พวกเขากล่าวว่า คุณไม่สามารถเข้าใกล้พระเจ้าได้ ถ้าคุณตามใจตัวเองในเรื่องทางเพศ ดังนั้นจึงผลักมันออกไป แม้ว่าพวกเขาจะโหยหามันอยู่ก็ตาม และการปฏิเสธเรื่องทางเพศ ทำให้พวกเขาปิดนัยน์ตาของตัวเอง ปฏิเสธความงามทั้งมวลของโลกนี้ งดให้อาหารแก่หัวใจ และจิตใจของตนเอง กลายเป็นมนุษย์ที่แห้งแล้ง พวกเขาได้ละเลยความงาม ด้วยเพราะความงามนั้นเกี่ยวเนื่องกับผู้หญิง

เราแบ่งความรักเป็นรักที่ศักดิ์สิทธิ์และรักทางโลก รักของมนุษย์ และรักของสวรรค์ได้หรือ หรือว่า
มีเพียงความรักล้วน ๆ เท่านั้นเอง ความรักเป็นของคนใดคนหนึ่งและไม่ใช่ของคนหลายคนหรือ
ถ้าผมพูดว่า
ฉันรักคุณ นั่นเป็นการปิดกั้นความรักจากคนอื่นหรือไม่ ความรักเป็นเรื่องส่วนตัว
หรือเรื่องทั่วไป มีศีลธรรมหรือไร้ศีลธรรม เป็นเรื่องเฉพาะครอบครัวหรือไม่ใช่ ถ้าคุณรักมนุษยชาติ คุณจะสามารถรักคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้ล่ะหรือ ความรักเป็นเรื่องของความอ่อนไหว เป็นความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นความปรารถนาเช่นนั้นหรือ คำถามเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่า เรามีความคิดเกี่ยวกับความรักใช่หรือไม่ เราคิดว่าความรักเป็นรูปแบบหรือสัญลักษณ์ ซึ่งพัฒนา
ลักษณะของมันขึ้นมาโดยวัฒนธรรมซึ่งเรา
อาศัยอยู่ ดังนั้นในการมุ่งสู่คำถามที่ว่า ความรักคืออะไร
ก่อนอื่นเราต้องปลดปล่อยความรัก
ให้เป็นอิสระจากเปลือกหุ้มของวันเวลานับศตวรรษ ทิ้งอุดมคติ
และอุดมการณ์ที่ว่ารักควร
จะเป็นหรือไม่ควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การแบ่งแยกอะไรก็ตามให้เป็น
สิ่งที่ควรเป็นจากสิ่ง
ที่เป็นจริงนั้น เป็นวิถีทางที่หลอกลวงที่สุดในการเผชิญกับชีวิต

ตอนนี้ผมกำลังจะทำอย่างไรเพื่อจะค้นพบเปลวเพลิงนี้ที่เราเรียกว่าความรัก ไม่ใช่ว่าจะแสดงมัน
ต่ออีกคนหนึ่งได้อย่างไร แต่เพื่อค้นพบว่ามันมีความหมายอะไรบ้างในตัวของมันเอง ก่อนอื่น
ผมจะขอปฏิเสธสิ่งที่สังคม ศาสนา บิดามารดา และเพื่อนฝูง
ตลอดจนทุกคนและหนังสือทุกเล่ม
ที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับความรัก เพราะว่าผมต้องการค้น
พบด้วยตนเองว่ามันคืออะไร นี่เป็นปัญหา
ยิ่งใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมวลมนุษยชาติทั้งหมด
ได้มีวิธีการนับพันในการให้ความหมายคำว่าความรัก และตัวผมเองก็ถูกจับอยู่ในแบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสิ่งที่ผมชอบหรือชื่นชมในขณะนั้น ๆ
ดังนั้น ในการที่จะเข้าใจความรัก...
ก่อนสิ่งอื่นใด ผมควรที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจาก แนวโน้มและความลำเอียงของตัวผมเอง ผมสับสน ถูกลากดึงด้วยความปรารถนาของตัวเอง
ดังนั้น ผมจะสะสางความ
ยุ่งยากสับสนของตัวเองก่อน บางทีผมอาจจะสามารถค้นพบว่าความรัก
คืออะไร โดยมอง
ผ่านสิ่งที่มันไม่ได้เป็น

รัฐบาลสั่งว่า "จงไปฆ่า เพื่อความรักประเทศชาติของพวกเรา" นั่นเป็นความรักหรือ ?
ศาสนาบอกว่า เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศเพื่อความรักของพระเจ้า นั่นคือความรักหรือ ?
ความรักคือความปรารถนาหรือ อย่าตอบว่าไม่ เพราะสำหรับพวกเราส่วนมากเป็นเช่นนั้น

ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องเพศ แต่มองเห็นสิ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมัน สิ่งที่เรื่องเพศให้แก่คุณนั้น

คือการปล่อยวางตัวตนโดยสิ้นเชิง แล้วคุณก็กลับมาสู่ความสับสนวุ่นวายของคุณอีกครั้ง ดังนั้น
คุณต้องการให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อจะได้อยู่ในสภาวะไร้ความกังวล ไร้ปัญหา
ไร้ตัวตน เมื่อคุณพูดว่าคุณรักภรรยาของคุณ ในความรักนั้นมันรวมเอาความสุขทางเพศ ความสุขในการ
มีใครสักคนในบ้านที่คอยดูแลลูก ๆ ของคุณ ทำอาหารให้คุณ คุณพึ่งพาเธอ
เธอได้ให้ร่างกาย
ของเธอ อารมณ์ของเธอ ความรู้สึกมั่นคงและสมบูรณ์พูนสุขแก่คุณ
หากวันหนึ่งเธอได้ไปจากคุณ
เธอรู้สึกเบื่อคุณ หรืออาจหนีไปกับคนอื่น แล้วความสมดุล
ทางอารมณ์ทั้งหมดของคุณก็ได้ถูกทำลายลง คุณตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายที่คุณไม่ชอบ ซึ่งคุณเรียกมันว่า ความหึงหวง มันมีความเจ็บปวด
มีความกังวล ความเกลียดและความ
รุนแรงอยู่ในนั้น

การเป็นของใครคนหนึ่ง การถูกพะเน้าพะนอเชิงจิตวิทยาโดยอีกคนหนึ่ง พึ่งพาใครคนหนึ่ง
ทั้งหมดนี้มันจะมีความวิตกกังวล ความกลัว ความริษยา ความรู้สึกผิดอยู่เสมอ
เนื่องจากในขณะ
ที่มีความกลัว จะไม่มีความรัก จิตใจที่ถูกครอบคลุมไปด้วยความเศร้า
จะไม่มีวันรู้ว่าความรักคืออะไร ความอ่อนไหวและอารมณ์ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับความรัก และดังนั้น ความรักจึงไม่เกี่ยวข้องกับ
ความสุขเพลิดเพลินและความปรารถนา
ความรักไม่ได้เป็นผลของความคิด ซึ่งเป็นเรื่องของอดีต
ความคิดไม่อาจจะทะนุ
บำรุงความรักให้งอกงามได้ ความรักไม่อาจถูกควบคุมให้อยู่ในขอบเขตและ
ถูกกักขังไว้
ด้วยความริษยาหึงหวงซึ่งเป็นเรื่องของอดีต ความรักเป็นเรื่องของปัจจุบันที่ตื่นตัว
อยู่เสมอ มันไม่ใช่ว่า "ฉันจะรัก" หรือ “ฉันเคยได้รัก ถ้าคุณรู้จักความรัก คุณจะไม่ติดตามผู้ใดเลย ความรักไม่เชื่อฟังผู้ใด เมื่อคุณรักจะไม่มีทั้งการนับถือและไม่นับถือ

คุณไม่รู้เลยหรือว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร ในการรักใครคนหนึ่งอย่างจริงจัง รักโดยปราศจาก
ความเกลียดชัง ปราศจากความริษยาหึงหวง ปราศจากความโกรธ ปราศจาก
ความต้องการ ที่จะเข้าสอดแทรกก้าวก่ายกับสิ่งที่เขากำลังทำหรือกำลังคิด ปราศจากการตำหนิติเตียน ปราศจาก
การเปรียบเทียบ ที่ใดมีรักที่นั่นไม่มีการเปรียบเทียบ
ความรักเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและ
หน้าที่หรือไม่ และมันจะใช้คำพวกนี้ได้ไหม
เมื่อใดคุณทำอะไรบางอย่างเพราะหน้าที่ ยังจะมีความรัก
อยู่ในนั้นหรือ ในหน้าที่ย่อมไม่มี
ความรัก โครงสร้างของหน้าที่ซึ่งมนุษย์ถูกจับอยู่ในนั้น กำลังทำลาย
มนุษย์เอง ตราบใด
ที่คุณยังถูกบังคับให้ทำบางอย่าง เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของคุณแล้ว คุณย่อมไม่รักสิ่งที่คุณกำลังกระทำอยู่ เมื่อมีความรักย่อมไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ

เมื่อคุณสูญเสียคนที่คุณรัก คุณหลั่งน้ำตา น้ำตาที่คุณหลั่งนั้น เพื่อตัวคุณเองหรือเพื่อคนที่ตายไป
กันแน่ ถ้าคุณกำลังร้องไห้เพราะคุณสูญเสียใครคนหนึ่งที่คุณได้ลงทุนความรักใคร่ใยดีไว้มากมาย คุณสะเทือนใจเพราะความสงสารตัวเอง การร้องไห้ให้กับตัวเอง เป็นความรักอย่างนั้นหรือ
คุณร้องไห้เพราะว่าคุณเหงา คุณรู้สึกถูกทอดทิ้ง รู้สึกไม่มีอำนาจ
อีกต่อไป บ่นคร่ำครวญถึงโชคชะตา
ของคุณ สิ่งแวดล้อมของคุณ มีคุณเสมอในน้ำตา
ถ้าคุณเข้าใจสิ่งนี้ ซึ่งหมายถึงการเผชิญหน้ากับมัน
โดยตรง คุณจะเห็นว่าความเศร้าเป็นสิ่ง
ที่ตนเองสร้างขึ้นโดยความคิด คุณสามารถจะเห็นสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ภายในตัวคุณโดยไม่ต้องใช้เวลาวิเคราะห์มัน คุณสามารถมองเห็นโครงสร้างและ
ธรรมชาติทั้งหมดของ
สิ่งไร้สาระเล็กน้อยที่ถูกเรียกว่า ฉัน น้ำตาของฉัน ครอบครัวของฉัน
ประเทศของฉัน
ความเชื่อของฉัน ศาสนาของฉัน ความน่าเกลียดทั้งหมดนี้อยู่ในตัวคุณ
เมื่อคุณเห็นมัน
ด้วยหัวใจของคุณ ไม่ใช่ด้วยความคิด เมื่อคุณเห็นมันจากส่วนลึกของหัวใจคุณ คุณก็จะมีกุญแจที่จบความเศร้าได้

ความรักเป็นสิ่งที่ใหม่ สด มีชีวิตชีวา มันไม่มีเมื่อวานนี้ และไม่มีวันพรุ่งนี้ มันอยู่เหนือความ
วุ่นวายของความคิด มีเพียงแต่จิตใจที่ซื่อบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะรู้ว่าความรักคืออะไร แต่ถ้าคุณ
ไม่รู้วิธีที่จะเข้าถึงสิ่งพิเศษสุดนี้ แล้วคุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร คุณก็
ไม่ทำ
อะไรเลยทั้งสิ้น และแล้วภายในของคุณจะเงียบสงัดเต็มที่ คุณเข้าใจไหมว่านั่นหมาย
ความถึงอะไร ? มันหมายถึงว่าคุณไม่ได้กำลังเสาะแสวงหา ไม่ต้องการ ไม่ติดตาม ไม่มีจุดศูนย์กลางเลย
และนั่นคุณจึงจะมีความรัก
!

(จาก Freedom from the Known บรรยายโดย Krishnamurti)